Category: jewellery

  • Romeo & Juliet (TH)

    Romeo & Juliet (TH)

    ความรักนิรันดร์ในวรรณกรรมคลาสสิคมักถูกหยิบยกมาพูดถึง ทำซ้ำ หรือดัดแปลงในสื่อรูปแบบต่าง ๆ เสมอ ไม่เว้นแม้แต่วงการเครื่องประดับ ที่เปรียบเสมือนการใช้สัญลักษณ์แทนใจอธิบายความรู้สึกได้แม้ไร้คำพูด เช่นเดียวกับแบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Van Cleef & Arpels ที่นำแรงบันดาลใจจากเรื่องราว นิทานปรัมปรา และวรรณกรรมในแต่ละยุคสมัยมาถ่ายทอดเป็นชุดงานเครื่องประดับ ในปี 2019 Van Cleef & Arpels ได้หยิบเรื่องราวของ Romeo & Juliet ซึ่งผู้คนทั่วโลกต่างรู้จักมาปัดฝุ่นใหม่ หลังจากที่เคยออกคอลเลคชั่นชื่อเดียวกันนี้เมื่อปี 1951 เข็มกลัดโรเมโอและจูเลียตเมื่อปี 1951 เลียนแบบฉากริมระเบียงสุดโรแมนติกของตัวละครทั้งสอง เรื่องราวโศกนาฏกรรมความรักที่เกิดขึ้นระหว่างหนุ่มสาวจากตระกูลคู่อริ โรเมโอ มอนตาคิว และจูเลียต คาปูเลต กับฉากหลังเมืองเวโรน่า หนึ่งในเมืองที่นักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยือนมากที่สุดในประเทศอิตาลี สิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างสรรค์คอลเลคชั่น High Jewellery collection ประจำปี 2019 ของ Van Cleef & Arpels เริ่มจากตัวละครหลักทั้งสอง ที่เห็นได้ชัดว่าแตกต่างและมีพัฒนาการจากโรเมโอกับจูเลียตในปี 1951 โดยในฉบับปี 2019 นี้ Van Cleef & Arpels…

  • Romeo & Juliet (EN)

    Romeo & Juliet (EN)

    The love stories in classical literature have always been narrated, duplicated, and modified in many forms, even in the wearable form of jewellery, which can be expressed without verbal words. Van Cleef & Arpels, a French jewellery house, has also been inspired by books and folklore. In 2019, they re-launched…

  • The fairy tales of Van Cleef & Arpels (TH)

    The fairy tales of Van Cleef & Arpels (TH)

    เครื่องประดับไม่เพียงแต่ทำหน้าที่สร้างภาพลักษณ์หรือนำเสนอตัวตนของผู้สวมใส่เท่านั้น หากแต่ยังช่วยยกระดับความสุขทางใจให้แก่ผู้ได้รับอีกด้วย บ่อยครั้งที่เครื่องประดับถูกใช้ในฐานะของขวัญแทนความรู้สึก กลายเป็นเครื่องมือที่แสดงความรัก ความห่วงใย และความผูกพันในหลายโอกาส เช่นเดียวกับแบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงอย่าง Van Cleef & Arpels ซึ่งมีต้นกำเนิดจากความรักระหว่างชายหญิงคู่หนึ่ง ที่ ณ วันนี้ได้ส่งต่อความสุขไปยังผู้คนทั่วโลก Van Cleef & Arpels เกิดจากนามสกุลของ Alfred Van Cleef (อัลเฟรด วอง คลีฟ) ลูกชายช่างเจียระไนพลอย และ Estelle Arpels (เอสแตล อาร์เพล) ลูกสาวพ่อค้าขายอัญมณี ทั้งคู่พบรักและแต่งงานกันในปี 1895 จากนั้นจึงก่อตั้งแบรนด์เครื่องประดับ Van Cleef & Arpels ขึ้นด้วยความฝันที่อยากจะสร้างบางอย่างร่วมกันให้คงอยู่ตลอดไป อัลเฟรดได้ผลักดันแบรนด์เครื่องประดับนี้ร่วมกับน้องชายทั้งสามของเอสแตล จนสามารถเปิดหน้าร้านสาขาแรกในย่าน Place Vendôme ได้สำเร็จ ซึ่งปัจจุบันบริเวณนี้กลายเป็นแหล่งรวบรวมแบรนด์เครื่องประดับสุดหรู ณ ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นอกจากความรักจะเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์แล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจหลักในการรังสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น ในโอกาสพิเศษ Van Cleef &…

  • The fairy tales of Van Cleef & Arpels (EN)

    The fairy tales of Van Cleef & Arpels (EN)

    Not only could jewellery create or represent the personality of wearers, but it also enhanced the satisfaction of those who received it. Jewellery is often used as a gift to express love and all feelings on many occasions. Van Cleef & Arpels, a French jewellery house, was founded because of…

  • Cartier, a jeweller of Kings and King of jewellers (TH)

    Cartier, a jeweller of Kings and King of jewellers (TH)

    “ช่างทองหลวงของพระราชา และราชาแห่งช่างทองทั้งปวง” ประโยคข้างต้นเป็นคำกล่าวของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักรถึง Cartier (การ์คทิเยร์ หรือคาร์เทียร์ตามความคุ้นปากของคนไทย) แบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงที่ในวันนี้มีอายุเกือบสองร้อยปี คาร์เทียร์ก่อตั้งในปี 1847 ณ กรุงปารีส โดย Louis-François Cartier (หลุยส์-ฟรองซัวส์ การ์คทิเยร์) โดยเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งในปีเดียวกันลูกชายของหลุยส์-ฟรองซัวส์ Alfred Cartier (อัลเฟรด การ์คทิเยร์) เป็นช่างทองคนแรกที่สามารถรังสรรค์เครื่องประดับโดยใช้แพลทินัมเป็นวัสดุได้สำเร็จ เพราะในอดีตแพลททินัมเป็นโลหะมีค่าราคาสูงแต่ไม่นิยมนำมาขึ้นตัวเรือนเครื่องประดับ เนื่องจากมีระดับความแข็งที่ยากต่อการขึ้นรูป จึงทำให้ชื่อเสียงของคาร์เทียร์เป็นที่ยอมรับและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในยุคสมัยนั้น คาร์เทียร์เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น เมื่อลูกชายทั้งสามของอัลเฟรดเข้ามามีบทบาทในการดูแลแบรนด์ หลุยส์ ปิแอร์ และฌาร์ค การ์คทิเยร์ ได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อศึกษางานเครื่องประดับและสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผู้มั่งคั่ง ส่งผลให้คาร์เทียร์มีหน้าร้านทั้งในประเทศรัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา หนึ่งในลูกค้ากิตติมศักดิ์ที่เรียกใช้คาร์เทียร์มาอย่างยาวนานคือเหล่าราชวงศ์ชั้นสูงจากประเทศต่างๆ โดยมีจุดเริ่มต้นในปี 1901 เมื่อสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดร้าในพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงมีรับสั่งให้คาร์เทียร์ออกแบบสร้อยพระศอที่ดูเข้ากันกับชุดสไตล์อินเดียที่พระองค์ได้รับถวายมา คาร์เทียร์จึงเลือกใช้อัญมณีสีสันสดใสและเจียระไนเลียนแบบรูปทรงพืชพันธุ์ในธรรมชาติเขตร้อน จนกลายเป็นผลงานต้นแบบของเครื่องประดับชุด Tutti Frutti อันโด่งดังที่ได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่ปรากฏสู่สายตาคนทั่วไปภายใต้ชื่อ Tutti Frutti Collection ในช่วงปี 1970 อีกทั้งคาร์เทียร์ยังมีปฏิสัมพันธ์อันดีเยี่ยมกับราชวงศ์อินเดีย เพราะถือว่าเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม เจ้าหญิงและเจ้าชายอินเดียต่างมีรับสั่งให้คาร์เทียร์ผลิตเครื่องประดับในรูปแบบอินเดียร่วมสมัยด้วยอัญมณีที่ประเมินมูลค่ามิได้ นอกจากอินเดีย คาร์เทียร์ยังได้รับความไว้วางใจจากราชวงศ์อื่นๆ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นช่างทองหลวงประจำราชสำนักมากถึง…

  • Cartier, a jeweller of Kings and King of jewellers (EN)

    Cartier, a jeweller of Kings and King of jewellers (EN)

    ‘A jeweller of Kings and King of jewellers’ Above sentence once said by King Edward VII of the United Kingdom to Cartier, one of the most prestigious and luxurious jewellery brands in history, that nowadays has aged nearly 200 years old. In 1847, Cartier was founded by Louis-François Cartier as a family business. In…

  • Self-sufficiency / Sustainability / Jewellery / Aesthetics (TH)

    Self-sufficiency / Sustainability / Jewellery / Aesthetics (TH)

    ทุกวันนี้ “พลาสติก” มีภาพจำในแง่ลบว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางธรรมชาติ แม้เดิมทีความตั้งใจในการคิดค้นพลาสติกนั้นเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในการผลิตถุงกระดาษ และลดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อผลิตเป็นสินค้าประเภทต่างๆ ซึ่งนับว่าในอดีต “พลาสติก” นั้นเกิดขึ้นเพื่อใช้เป็นวัสดุทดแทนที่ช่วยให้ “ธรรมชาติ” ไม่ถูกเบียดเบียนจากมนุษย์มากจนเกินไป แต่ปัจจุบัน “พลาสติก” กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องตระหนักถึง เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตัวบุคคลในสถานการณ์ปัจจุบันและต่อลูกหลานที่ต้องแบกรับปัญหาที่ตามมาในอนาคต การรณรงค์งดแจกถุงพลาสติกตามร้านค้าหรือภาพโฆษณาเชิญชวนให้หันมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นภาพจำที่พบเห็นอย่างแพร่หลาย หนึ่งในกลุ่มคนที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการใช้สอยพลาสติกคือเหล่านักออกแบบ ผู้กำหนดแนวทางการใช้วัสดุเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย สิ่งของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ ตลอดจนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทำให้นักออกแบบจำนวนหนึ่งมีวิธีคิดที่จะนำ “การออกแบบ” มาใช้เป็นวิธีในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่นเดียวกับผลงานศิลปะเครื่องประดับของ อรอุมา วิชัยกุล ที่เล็งเห็นปัญหาการใช้ถุงพลาสติกในปริมาณมากเกินจำเป็น ซึ่งมีผลเสียต่อสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยเธอได้พัฒนารูปลักษณ์และหยิบยกคุณสมบัติของพลาสติกมาพัฒนาในฐานะวัสดุใหม่ในกระบวนการสร้างสรรค์งานเครื่องประดับที่ผสมผสานกับเส้นใยจากธรรมชาติ เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้สวมใส่หรือผู้พบเห็นได้พิจารณาถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า โดยคำนึงถึงความยั่งยืนต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน ถุงพลาสติกทุกใบที่อรอุมาใช้ได้มาจากการขอรับบริจาค ณ หอพักของตน ซึ่งสมาชิกร่วมที่พักอาศัยต่างให้ความร่วมมือในการนำถุงพลาสติกเหลือใช้มาใส่ไว้ในกล่อง หลังการพิจารณาคุณสมบัติและแบ่งแยกประเภท อรอุมาเริ่มทดลองกรรมวิธีแปรรูปถุงพลาสติกผ่านการเทียบเคียงไปกับเทคนิคการขึ้นรูปในงานเครื่องประดับ (Jewelry Making Techniques) เริ่มจากการวิธีอบอ่อน (Annealing ในภาษาเครื่องประดับ) หรือการให้ความร้อนจนพลาสติกหลอมละลาย ซึ่งช่วยดึงคุณสมบัติในการยึดเกาะและประสานวัสดุต่างประเภทเข้าด้วยกัน และใช้เทคนิคการรีดแผ่น (Rolling) เพื่อสร้างมิติเป็นชั้นแบบสลับขั้นกันไปมาระหว่างพลาสติกและเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งเส้นใยธรรมชาตินี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้แผ่นวัสดุสร้างระดับสีสันที่แตกต่างกันได้ พัฒนาต่อในงานเครื่องประดับร่วมสมัย แม้ว่าเครื่องประดับในความเข้าใจของคนทั่วไปและตามธรรมเนียมปฏิบัติมักถูกรังสรรค์ขึ้นจากวัสดุมีค่าและความเชี่ยวชาญเฉพาะของช่างฝีมือ แผ่นพลาสติกประยุกต์นี้อาจไม่ใช่วัสดุมีราคา แต่เมื่อถูกปฏิบัติด้วยเทคนิคพื้นฐานทางงานเครื่องประดับ ย่อมก่อให้เกิดมิติการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่แหวกขนบและแตกต่างไปจากเดิม…

  • Self-sufficiency / Sustainability / Jewellery / Aesthetics (EN)

    Self-sufficiency / Sustainability / Jewellery / Aesthetics (EN)

    Nowadays, ‘Plastic’ has been framed as a destroyer of the natural environment and ecosystem. The creation of plastic was to stop deforestation and animal killing for producing many kinds of products. Genuinely, ‘Plastic’ was invented as an alternative material to save ‘Nature’ from being invaded by humankind. However, ‘Plastic’ has become the biggest problem for everyone because it…